บทที่ 13 วันที่ต้องจากลา
หลังจากวันนั้น ทิชายังแวะไปหาเตมินทร์ที่โรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง
แต่พี่มินทร์ไม่ค่อยพูดกับเธอ บางครั้งเธอถามว่าเจ็บตรงไหนไหม เขาก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่เป็นไร”
บางวันเธอนั่งอยู่ตั้งนาน เขาก็เอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่หันมาคุยด้วยสักคำ
เธออยากบอกเขา อยากบอกเรื่องที่เธอเห็นในวันนั้น แต่ทุกครั้งที่กำลังจะพูด พอเห็นดวงตาแดงๆ ของเขา คำพูดที่เตรียมไว้ก็หายไปหมด
ทิชาจึงทำได้เพียงนั่งอยู่ข้างเตียงเงียบๆ จนกระทั่งเตมินทร์ออกจากโรงพยาบาล
หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็ไม่ได้เจอกันบ่อยเหมือนเมื่อก่อน
จากที่เคยเดินไปโรงเรียนด้วยกันทุกเช้า วันหนึ่งกลับกลายเป็นว่าเธอต้องเดินออกจากบ้านเพียงคนเดียว ทิชายังเผลอหันไปมองบ้านฝั่งตรงข้ามอยู่หลายครั้ง แต่หน้าต่างห้องของพี่มินทร์ปิดอยู่เสมอ
แล้ววันสอบวันสุดท้ายก็มาถึง
ทิชากลับถึงบ้านในตอนเย็น เวลาเดิมเหมือนทุกวัน
“ชา”
เสียงแม่เรียกจากในครัว
“คะ?”
แม่เดินออกมาหา แล้วมองลูกสาวอยู่ครู่หนึ่ง
“สอบเสร็จแล้วใช่ไหมลูก”
“ค่ะ”
“เหนื่อยไหม”
ทิชาส่ายหน้า พลางยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
“แม่มีอะไรหรือเปล่าคะ”
แม่ไม่ได้ตอบทันที เธอเดินเข้ามาใกล้ แล้วจัดผมที่ยุ่งจากการเดินกลับบ้านให้ลูกสาวเบาๆ
“ต่อไปนี้...ชาต้องเดินไปโรงเรียนคนเดียวแล้วนะ”
มือที่ถือแก้วน้ำหยุดนิ่ง
“ทำไมคะ?”
แม่มองหน้าลูก ก่อนจะพูดออกมาอย่างช้าๆ
“พี่มินทร์กำลังจะย้ายบ้าน”
แก้วน้ำในมือเด็กหญิงค่อยๆ ถูกวางลงบนโต๊ะ
“ย้ายบ้าน?”
“จ้ะ”
“เมื่อไหร่คะ”
“วันนี้แหละ”
“วันนี้?”
แม่พยักหน้า
“พ่อของพี่มินทร์ไปจัดการเรื่องลาออกจากโรงเรียนให้แล้ว”
เด็กหญิงมองแม่โดยไม่พูดอะไรอยู่พักหนึ่ง เหมือนคำพูดนั้นยังไปไม่ถึงความเข้าใจของเธอ
“แล้วพี่มินทร์รู้หรือยัง”
แม่มองลูกสาว ก่อนจะยิ้มบางๆ
“ก็ต้องรู้สิลูก”
“แล้วทำไมแม่เพิ่งมาบอกชาตอนนี้”
“แม่ไม่อยากให้ชาคิดเรื่องนี้ตอนสอบ” ผู้เป็นแม่ลูบศีรษะเธอเบาๆ
“แม่รู้ว่าชากับพี่มินทร์สนิทกัน ถ้าบอกก่อน ชาคงไม่มีสมาธิอ่านหนังสือแน่”
ทิชานิ่งไป เธอไม่ถามอะไรอีก
รู้ตัวอีกที ร่างเล็กก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
“ชา เดี๋ยว—”
เสียงแม่ยังพูดไม่ทันจบ เด็กหญิงก็วิ่งออกจากบ้านไปแล้ว รองเท้าที่ถอดไว้หน้าประตูถูกทิ้งอยู่ตรงนั้น เธอวิ่งข้ามถนนทั้งน้ำตา เท้าเปล่าสัมผัสพื้นถนนโดยไม่รู้สึกเจ็บสักนิด รู้เพียงว่าต้องไปให้ถึงบ้านฝั่งตรงข้ามให้เร็วที่สุด
“พี่มินทร์!”
เสียงเล็กตะโกนสุดเสียงตั้งแต่ยังไม่ถึงรั้วบ้าน
“พี่มินทร์! ชามาหา!”
ยังไม่มีเสียงตอบกลับมา เด็กหญิงใช้มือปาดน้ำตาออกจากแก้มลวกๆ มือกำรั้วเอาไว้แน่น ก่อนจะเห็นพ่อของเตมินทร์เดินออกมาจากตัวบ้าน
เด็กหญิงรีบถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว เธอกลัวคุณลุง ตั้งแต่จำความได้ เธอไม่เคยเห็นผู้ชายคนนี้ยิ้มให้เธอเลยสักครั้ง และวันนี้ก็เช่นกัน
“มาหามินทร์เหรอ”
ทิชาพยักหน้า
“ค่ะ”
“มินทร์กำลังเก็บของอยู่”
เด็กหญิงมองเข้าไปในบ้าน
“หนูขอเจอพี่มินทร์ได้ไหมคะ”
“ไม่ต้องหรอก”
ทิชานิ่ง
“กลับบ้านไปเถอะ”
แต่แทนที่จะเดินกลับ เธอกลับเงยหน้าขึ้นแล้วตะโกนเข้าไปในบ้าน
“พี่มินทร์! ชาขอโทษ”
เสียงเล็กสั่นเครือ
“พี่มินทร์...ลงมาคุยกับชาหน่อยนะ”
บนชั้นสอง
เตมินทร์ที่กำลังจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าหยุดมือ เขาได้ยินเสียงเธอชัดเจนทุกคำ
เด็กหนุ่มนั่งลงข้างกระเป๋า แล้วมองเสื้อผ้าของตัวเองที่กองอยู่ตรงหน้า เสื้อหลายตัวถูกพับไว้เรียบร้อยแล้ว หนังสือเรียนก็วางอยู่ในกล่อง ของบางอย่างถูกพ่อเก็บออกไปจนหมด เหลือเพียงของในห้องของเขาที่ต้องจัดการเอง
“พี่มินทร์...”
เสียงจากข้างล่างดังขึ้นอีก คราวนี้มีเสียงสะอื้นปนมาด้วย
“ไม่เอาแบบนี้สิพี่มินทร์...ชาขอโทษ ชาผิดไปแล้ว”
เตมินทร์ก้มหน้าลง น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนเสื้อผ้า เขารีบใช้หลังมือเช็ดออก แต่ยิ่งเช็ดเท่าไหร่ก็ยิ่งมีน้ำตาไหลตามมา
“พี่มินทร์อยู่กับชาเถอะนะ...”
เสียงนั้นเบาลงเรื่อยๆ
อึก…ฮือ
เตมินทร์เอามือปิดหน้า ไหล่ของเด็กหนุ่มสั่นอยู่เงียบๆ
เขาเองก็ไม่อยากไป แต่จะทำยังไงได้ เพราะเขาก็ต้องทำตามที่พ่อสั่ง
“พี่ก็ไม่อยากไปจากที่นี้เลยชา”
แต่เสียงนั้นเบามาก จนคนที่อยู่ด้านล่างคงไม่มีวันได้ยิน
เขานั่งอยู่อย่างนั้นพักหนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วหันกลับไปเก็บของต่อ หลังจากปิดฝากล่องพวกนี้แล้ว เขาจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก และบางที...เขาอาจไม่ได้เจอชาอีกแล้วด้วย
แต่พอนึกถึงเรื่องในโรงพยาบาลขึ้นมา เขาก็ยังไม่เข้าใจ ถ้าชารู้เรื่องแม่จริงๆ แล้วทำไมถึงไม่ยอมบอกเขา
เขาเคยถามเธอแล้ว ขอร้องให้เธอพูดก็แล้ว แต่เธอก็ยังเลือกที่จะเงียบ
เตมินทร์ไม่รู้ว่าเธอมีเหตุผลอะไร รู้เพียงว่าตอนนี้เขายังไม่อยากเดินลงไปหาเธอ ทั้งที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของเธออยู่ตลอด
“พี่มินทร์...”
เสียงเรียกครั้งสุดท้ายดังขึ้นเบากว่าเดิม
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าของผู้ใหญ่ก็ดังขึ้นจากหน้าบ้าน
“ชา”
เด็กหญิงหันไปหาแม่ทั้งน้ำตา
“แม่...”
“กลับบ้านก่อนลูก”
“แต่พี่มินทร์ยังไม่ออกมาเลย”
“พี่เขากำลังเก็บของอยู่”
“ชาขอรอได้ไหม”
แม่ส่ายหน้าเบาๆ
“กลับบ้านกับแม่ก่อนนะ”
ทิชาหันกลับไปมองบ้านอีกครั้ง เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานกว่าครั้งไหนๆ ก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา แล้วเดินตามแม่กลับบ้านไปอย่างไม่เต็มใจ
ส่วนเตมินทร์ยังคงอยู่ชั้นบน เด็กหนุ่มมองห้องของตัวเองอยู่พักหนึ่ง
สายตาไล่ไปตามสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้า เตมินทร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ
“ลาก่อนครับแม่”
